52010915104g4

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

การเปลี่ยนเเปลงของโลกในปัจจุบัน




การเปลี่ยนแปลงของโลก




เกิดพายุในหลายพื้นที่ของโลกมากขึ้นเป็นประวัติกาล


พืชล้มตาย เนื่องจากทีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน


ทะเลสาบเริ่มหายสาบสูญ




ห้น้ำแข็งขั้วโลกละลายถึง 150 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี



วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555


ภาวะโลกร้อน >>> ระเบิดเวลาทำลายโลก


ในระยะวลา 2-3 ปีมานี้ชาวไทยและชาวโลกได้ประสบกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น โดยในประเทศไทยเองก็เกิดการแปรปรวนของฤดูกาลต่างๆ ในฤดูร้อนอากาศก็ร้อนจัด ในฤดูฝนฝนก็ตกไม่หยุดเป็นเวลาหลายวันจนเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคกลาง ในขณะที่บางพื้นที่ฝนก็ไม่ตกจนเกิดสภาวะแห้งแล้ง ในฤดูหนาวเองก็ไม่หนาวมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แม้แต่การระบาดของโรคไข้เลือดออกในไทยที่เดิมเคยระบาดสองปีครั้ง แต่ปัจจุบันมีการระบาดเกิดขึ้นทุกปี




ในส่วนอื่นๆของโลกก็ได้ประสบกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงไม่แพ้กัน เช่นการเกิดอุทกภัยในมาเลเชีย อินเดียและอีกหลายประเทศ การเกิดแผ่นดินไหวที่บ่อยครั้งและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การเกิดพายุเฮอริเคนที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก การเกิดอากาศร้อนในหลายพื้นที่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจนมีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก การเกิดหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 90 ปี ที่กรุงบูโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับโลกของเรานี้ทุกคนล้วนลงความเห็นตรงกันว่ามีสาเหตุมาจาก "ภาวะโลกร้อน" (Global warming)



หิมะตกครั้งแรกในรอบ 89 ปีในกรุงบูโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

เหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2549


ภาวะโลกร้อนคือสภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นโลกสูงขึ้นโดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ซึ่งเป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ผ่านชั้นบรรยากาศมายังโลกไว้ไม่ให้สะท้อนกลับออกไปสู่บรรยากาศ หรือที่เราเรียกว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” (greenhouse effect) การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลต่างๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหินเป็นต้น ซึ่งมนุษย์นำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันเช่นในการขนส่งเดินทาง การผลิตกระแสไฟฟ้า และอื่นๆ ดังนั้นเมื่อมนุษย์เรายิ่งใช้พลังงานมากขึ้นเท่าไหร่ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงอาจกล่าวได้ว่าหายนะที่เกิดขึ้นก็เกิดจากน้ำมือของมนุษย์นั่นเอง

พฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ในปัจจุบันล้วนแต่เร่งให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าการใช้รถส่วนตัวไปทำงาน การใช้พลังงานไฟฟ้าเกินความจำเป็น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย การเติบโตอย่างรวดเร็วของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆที่ต่างต้องใช้พลังงานสูงและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก แม้แต่ต้นไม้ในป่าที่เคยทำหน้าที่ดูดกลืนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อปรับความสมดุลทางธรรมชาติก็ถูกมนุษย์ทำลายอย่างรวดเร็วทั้งจากชาวบ้านที่เข้าถางป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำมาหากิน และจากนายทุนที่ตัดไม้อย่างผิดกฎหมาย

ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะมีวิธีการรักษาตัวเองได้จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติก็คงใช้เวลาปรับเข้าสู่สภาวะสมดุลได้ไม่นานนัก แต่จากพฤติกรรมของมนุษย์ข้างต้นเป็นการเร่งผลิตแก๊สเรือนกระจกออกมามากเกินขีดความสามารถของโลกที่จะเยียวยาตนเองได้ทัน สภาวะโลกร้อนจึงรุนแรงขึ้นทุกที



หลักเขตกรุงเทพมหานครที่จมลงไปในทะเลที่บางขุนเทียน

อกเหนือจากภัยธรรมชาติและการแปรปรวนของฤดูกาลที่เป็นผลมาจากสภาวะโลกร้อนแล้ว การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นจากสภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกและที่ยอดเขาต่างๆละลายลงส่งผลให้น้ำทะเลสูงขึ้นจึงทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นในหลายพื้นที่ในโลก ในประเทศไทยเองที่บริเวณชายฝั่งอ่าวไทยกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะบริเวณชายทะเลบางขุนเทียนที่จมหายไปในทะเลปีละประมาณ 12 เมตร มีการคาดการณ์ว่าหากน้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งหมดละลายลงจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 6-8 เมตร ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมืองต่างๆที่อยู่ริมทะเลจะจมลงใต้น้ำทั้งหมด กรุงเทพมหานครซึ่งมีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลปกติประมาณ 1 เมตรก็ต้องจมลงอยู่ใต้ทะเลด้วย นักวิชาการบางคนในประเทศไทยกล่าวว่าอาจจะต้องมีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่นเลยทีเดียว

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
  • อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะใน 2-3 ทศวรรษหลัง
  • ภาวะอากาศแปรปรวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น คลื่นความร้อนพายุ และการเกิดไฟป่า
  • จำนวนพายุเฮนริเคนระดับ 4 และ 5 เพิ่มขึ้นสองเท่า ในสามสิบปีที่ผ่านมา
  • เกิดโรคภัยต่างๆขึ้นผิดปกติจากที่เคยเป็นเช่นการระบาดของโรคไข้เลือดออกในไทยซึ่งจากเดิมระบาดสองปีครั้งกลายเป็นปีละครั้ง และ เชื้อมาลาเรียได้แพร่กระจายไปในที่สูงขึ้น แม้แต่ใน Columbian, Andes ที่สูง 7000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เป็นต้น
  • สัตว์ต่างๆ หลายสปีชี่ส์กำลังตอบสนองต่อภาวะโลกร้อนโดยพยายามย้ายถิ่นที่อยู่ หรือ อาจสูญพันธ์ได้
  • ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นมากกว่า 6-8 เมตร จากการละลายหายไปของพื้นน้ำแข็งในเขตกรีนแลนด์และแอนตาร์คติกา ซึ่งจะกลืนกินพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก
จะเห็นว่าภาวะโลกร้อนนี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามนุษย์เองเป็นตัวการที่เร่งทำให้เหตุการณ์ที่เกิดรุนแรงขึ้นทุกที ดังนั้นมนุษย์เองควรจะตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้นเพื่อช่วยให้เหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นให้เกิดขึ้นช้าลงไปหรือไม่เกิดขึ้นเลย ในตอนต่อๆไปจะกล่าวถึงรายละเอียดของปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงวิธีการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น


เอกสารอ้างอิง
http://sanluck.igetweb.com/index.php?mo=3&art=198992

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

วันสิ้นโลก2012 วันสิ้นโลกจริงหรื

เผยตีความปฏิทินมายาผิด โลกไม่แตกแต่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่


นักแปลอักษรโบราณผู้เชี่ยวชาญเผย ชาวตะวันตกถอดความปฏิทินชนเผ่ามายาผิด ชี้ที่จริงโลกไม่แตก แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เท่านั้น...
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 2 ธ.ค. ว่า ข้อความจารึกที่วัดของชนเผ่ามายา ในทอร์ทูกัวโร ซึ่งเคยถูกตีความไว้ว่า 2012 จะเป็นปีที่โลกถึงวันดับสูญ จากมหาภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ หลุมดำดูดกลืน ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์พุ่งชน หรือะไรก็ตาม
แต่ล่าสุด สเวน โกรเนเมเยอร์ นักแปลอักษรโบราณผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมนี จากมหาวิทยาลัยลาโทรบ ในออสเตรเลีย เผยว่า "มีความเป็นไปได้สูงว่า การถอดความนั้นมีความคลาดเคลื่อน อาจจะไม่ใช่คำทำนายวันโลกาวินาศ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่" ส่วนการถอดความวันสิ้นโลก เป็นการแปลความหมายแบบผิดๆ ของชาวตะวันตก ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นกลัวกันไปเอง
ทั้งนี้ เมื่อปลาย พ.ย.ที่ผ่านา มีรายงานว่า ปฏิทินของชนเผ่ามายา ไม่ได้มีเพียงแค่ชิ้นเดียว แต่ชิ้นที่ 2 ทางการเม็กซิโก ได้เก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีมานานหลายปีแล้ว.

ค้นพบปฏิทินวันสิ้นโลกปี 2012 อันที่2 ของเผ่ามายา



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ได้มีการค้นพบปฏิทินที่อ้างถึงวันสิ้นโลกปี 2012 ของชนเผ่ามายา อันที่ 2 ถูกจารึกไว้ในปราสาทโคมัลคัลโค ซึ่งผู้เชียวชาญยืนยันว่ามีการค้นพบจริง แต่ทางการเม็กซิโกได้ทำการเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดีมานานหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ มีการค้นพบหลักฐานทำนายวันสิ้นโลกของชนเผ่ามายาอันแรก ไม่ไกลกันจากพื้นที่ทอร์ทูกัวโร(พื้นที่ของชนเผ่ามายา) ในรัฐตาบัสโก ที่ระบุวันที่เดียวกันบนศิลาจารึกแท่งหนึ่ง โดยข้อความที่พบในทอร์ทูกัวโรระบุว่า โลกจะถึงจุดจบหรือจะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่ ในเดือนธันวาคม 2012 อันเกี่ยวข้องกับเทพโบลอนยกเต เทพแห่งสงคราม และการสร้างสรรค์

แต่ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่า การแปลภาษาบนแท่นศิลาจารึกมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่จากสถาบันประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของเม็กซิโก พูดมานานแล้วว่าความตื่นกลัวนี้คือการแปลความหมายแบบผิดๆ คิดไปเองของชาวตะวันตกต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น ณ จุดจบของวงจรปฏิทินของชาวมายา

อย่างไรก็ตามคำแถลงนี้ก็ไม่อาจกลบกระแสความกังวลที่พุ่งสูงได้ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านชนเผ่ามายาราว 60 คนจะเดินทางไปยังสถานที่ที่พบศิลาจารึก เพื่อหาของสงสัยเกี่ยวกับจุดจบของยุคหนึ่ง และจุดเริ่มต้นของอีกยุค



เดวิด มอร์ริสัน (David Morrison) นักวิทยาศาสตร์นาซ่า (NASA) เปิดเผยถึงข่าวที่กำลังแพร่สะพัดไปทั่วอินเทอร์เน็ตที่ว่า โลกจะถึงคราวสิ้นสุดลงในปี 2012 ด้วยเหตุผลทางดาราศาสตร์เป็นแค่"ข่าวลือ"เท่านั้น โดยด็อกเตอร์มอร์ริสันระบุว่า อาการ"วิตกจักรวาล" (cosmophobia) ถูกยัดเยียดโดยเว็บไซต์วิทยาศาสตร์"ปลอม" และผู้ที่พยายามจะหาเงินจากความไม่รู้ของสาธารณชน..




ความเชื่อที่แพร่กระจายอยู่บนเน็ตที่ว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2012 จะเป็นวันโลกาวินาศ (doomsday) เนื่องจากเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวาลจะทำลายโลก กลายเป็นเรื่องหลอกลวง โดยคำยืนยันดังกล่าวมาจากด็อกเตอร์เดวิด มอร์ริสัน นักวิทยาศาสตร์นาซ่า ซึ่งข้อสรุปของคำอ้างต่างๆ และการโต้ตอบของนักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเรื่องดังกล่าว กำลังได้รับการเผยแพร่โดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งภาคพื้นแปซิฟิก



หลายเดือนที่ผ่านมา ทางนาซ่า และนักบินอวกาศหลายคนได้รับจดหมาย และอีเมล์แสดงความวิกตกังวลจากข่าวสารที่มีการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตถึงความเป็นไปได้ที่โลกจะคราววินาศ และความสูญเสียของชีวิตมนุษย์อย่างมากมายในปี 2012 เหตผลและเงื่อนไขที่จะทำให้โลกแตกได้รับการนำเสนออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งชนของดาวเคราะห์ชื่อว่า Nibiru จุดดับบนดวงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นอย่งต่อเนื่อง ตำแหน่งใหม่ของการจัดวางศูนย์กลางกาแล็กซี่ และอื่นๆ อีกสารพัดเดวิด มอร์ริสัน บัญญัติอาการหวาดวิตกต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "cosmophobia" ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้คนทั่วโลกในวงกว้าง



ด็อกเตอร์ มอร์ริสัน ผู้เชี่ยวชาญระบบสุริยจักรวาล (solar system) ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก (และการชนของดาวเคราะห์) และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารของนาซ่า บริการ "Ask an Astobiologist" โดยเขาจะตอบคำถามต่างๆ ให้กับสาธารณชน ซึ่งเขาได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับปี 2012 โลกาวินาศจนรู้สึกว่า เขาต้องสืบหาต้นตอ และความจริงในเรื่องนี้ ประเด็นที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดในการค้นหาก็คือ ผู้แพร่กระจายหลายรายเริ่มต้นจากภาพยนต์ "2012" ที่มีกำหนดฉายในเดือนพฤศจิกายน โดยการสร้างเว็บไซต์วิทยาศาสตร์"ปลอม" และกระตุ้นให้ผู้คนค้นหาคีย์เวิร์ด "2012" บนเว็บ ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะที่ค้นพบได้จะเต็มไปด้วยข้อมูลไร้สาระ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะผู้ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับความหายนะที่พยายามจะขายหนังสือของพวกเขา






บทความของมอร์ริสันจะอยู่ในรูปของคำถามและคำตอบ ตามด้วยแนะนำแหล่งข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ผู้อ่านสามารถค้นหาเกียวกับเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงไม่มีการพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดความหายนะในปี 2012 มันมีเหตุผลมากมายที่น่ากังวลเกียวกับอนาคตของโลก แต่ที่แน่ๆ ไม่มีเหตุผล หรือกำหนดช่วงเวลาที่โลกจะแตกในปีนั้น ตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่แนะนำ เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิ่งแปลกๆ หรือเหตุการณ์ประหลาดต่างๆ เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

จากปัญหาภาวะโลกร้อน อะไรกำลังจะเกิดขึ้นตามมา ?


  • ผลพวงจากภาวะโลกร้อนยังเดินหน้าทำลายพื้นที่หนาวเย็นต่อไป โดยล่าสุดสหประชาชาติอาจยกชื่อ “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ในเทือกเขาหิมาลัยเข้าไปอยู่ในบัญชี “อันตราย”

  • โครงการ “มิตรของโลก” หรือ “เฟรนด์ส ออฟ ดิเอิร์ธ” (Friends of the Earth) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษ เปิดเผยว่า การละลายของหิมะ จนกลายเป็นกระแสธารน้ำแข็งบน “เอเวอเรสต์” ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ในเทือกเขาหิมาลัย นอกจากจะมากพอจนเกือบสร้างทะเลสาบหิมาลัยได้แล้ว อาจจะสร้างน้ำท่วมบ่าเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำลายสิ่งแวดล้อมอันเป็นลักษณะเฉพาะของธรรมชาติแถบนั้น

  • อย่างไรก็ดี ทางกลุ่มมิตรโลกจะอ้อนวอนให้คณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโกแห่งสหประชาชาติ (U.N.'s World Heritage Committee) ในปารีส พร้อมด้วยนักปีนเขาผู้พิชิตยอดสูงสุดของเอเวอเรสต์ เช่น ไรน์โฮลด์ มาสเนอร์ (Reinhold Messner) ให้ช่วยกันสังเกตการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

  • ”ยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังแห่งธรรมชาติของโลก ไม่ใช่แค่เพียงในเนปาล แต่ถ้าเอเวอเรสต์ถูกทำร้ายด้วยภาวะโลกร้อน พวกเราก็จะเริ่มตระหนักทันทีว่านี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง” ปรากาช ชาร์มา (Prakash Sharma) ผู้อำนวยการโครงการมิตรของโลกในเนปาลเผย
  • สถานการณ์โลกร้อนกำลังหนักขึ้นทุกขณะ หลังจากมีปริมาณก๊าซต่างๆ แพร่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น โดยเฉพาะ “คาร์บอน ไดออกไซด์” ตัวการหลักในการทำร้ายสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ซึ่งการละลายของธารน้ำแข็งเป็นสัญญาณแรกๆ ที่บอกแก่ชาวโลกว่ากาลอากาศเริ่มเปลี่ยน โดยอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ

  • ทางด้าน เพมบา ดอร์เจ เชอร์ปา (Pemba Dorje Sherpa) ผู้ซึ่งใช้เวลาน้อยที่สุดในการปีสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ เปิดเผยว่า หิมะและน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามแนวเขาลดน้อยลงทุกขณะ ซึ่งทำให้เอเวอเรสต์มีความงามทางธรรมชาติลดลง และถ้าสิ่งเหล่านี้หมดไป ก็จะไม่เหลืออะไรไว้ให้เด็กๆ ของเราอีกต่อไป

อิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่ทีต่อโลก

ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยะจักรวาล โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อโลกและความเป็นอยู่ของมนุษย์มาก ที่สำคัญ ๆ คือ ดวงอาทิตย์ทำให้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกแตกต่างกันคือ เขตร้อน เขตอบอุ่นเขตหนาว ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสอากาศที่สำคัญคือ ลม การหมุนเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร คือกระแสน้ำอุ่น กระแสน้ำเย็น นอกจากนั้น ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดวัฎจักรของน้ำซึ่งมีผลต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดวงอาทิตย์นอกจากจะให้แสงสว่างแก่โลกเราแล้วยังกระจายรังสีออกมาด้วย ซึ่งมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต อิทธิพลของดวงอาทิตย์ต่อโลกเรานั้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ดวงอาทิตย์ทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกแตกต่างกัน
เขตต่างๆ ของโลกที่สำคัญๆ คือเขตร้อน เขตอบอุ่น และเขตหนาว เพราะเขตร้อนได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ที่มีระยะทางสั้นที่สุด จึงทำให้ร้อนที่สุด ส่วนเขตอบอุ่น เขตหนาว ระยะของแสงจะยาวขึ้นไปตามลำดับ

ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสอากาศ ในเวลาเดียวกัน แต่ละเขตแต่ละถิ่นจะได้รับแสงอาทิตย์ไม่เท่ากันและระบายความร้อนไม่เท่ากัน เมื่ออากาศ ณ ที่แห่งหนึ่งได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์จะมีคุณสมบัติเบาขยายตัวลอยสูงขึ้น ณ ที่อีกแห่งหนึ่งมวลอากาศเย็น ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ ขณะที่มวลอากาศที่เย็นกว่าเคลื่อนตัวมาแทนที่ เราเรียกว่า “ลม” หรือการหมุนเวียนของกระแสอากาศ และแต่ละแห่งของโลกจะมีอุณหภูมิแตกต่างกันตามเขตร้อน เขตอบอุ่น เขตหนาว จะมีลมประจำปีคือ ลมมรสุม ลมตะวันตก ลมขั้วโลก ตามสถานที่เฉพาะถิ่นจะมีลมบก ลมทะเล ลมว่าว ลมตะเภา เป็นต้น แต่ลมภูเขา ลมบก ลมทะเล เกิดจากการรับความร้อนและการคายความร้อนไม่เท่ากัน คุณสมบัติของน้ำจะรับความร้อนช้าคายความร้อนเร็ว คุณสมบัติของดินจะรับความร้อนเร็วกว่าน้ำคายความร้อนช้ากว่าน้ำคุณสมบัติของหินภูเขา จะรับความร้อนเร็วกว่าดินคายความร้อนเร็วกว่า

การหมุนเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร
เกิดจากอิทธิพลของลมและอิทธิพลของการรับความร้อนมากน้อยของกระแสน้ำในมหาสมุทรจะทำให้เกิดกระแสน้ำเย็นไหลมายังเขตอบอุ่นและเขตร้อน และกระแสน้ำร้อนไหลจากเขตร้อนไปยังเขตอากาศเย็น เช่น กระแสน้ำอุ่นกัลฟสตรีม กระแสน้ำเย็นแลบราดอร์ เป็นต้น

ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดวัฏจักรของน้ำ วัฏจักรของน้ำทำให้เกิดชีวิตเกิดฝน เกิดเมฆหมอก หยาดน้ำค้าง ไอน้ำในบรรยากาศ หรืออาจกล่าวได้ว่า วัฏจักรของน้ำทำให้เกิดชีวิตและสิ่งแวดล้อม วัฏจักรของน้ำเกิดจาก ขณะที่บรรยากาศร้อยขยายตัวลอยขึ้นเบื้องบนพาไอน้ำไปด้วย และในเงื่อนไขของอุณหภูมิที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ลมกระแสอากาศ จึงทำให้เกิดเมฆฝน พายุฝนฟ้าคะนอง ลูกเห็บ

รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ รังสีอัลตราไวโอเลตเป็นรังสีที่ทำอันตรายต่อมนุษย์ เช่นโรคต้อกระจก โรคภูมิแพ้ ผิวหนังที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตนาน ๆ อาจเป็นมะเร็งได้ ในบรรยากาศมีชั้นโอโซน (Ozone) ประกอบด้วยออกซิเจน 2 อะตอม (O+O) ชั้นโอโซนจะมีความหนาพอสมควร ทำหน้าที่รับรังสีอัลตราไวโอเลตไว้ รังสีที่เหลือลงมายังโลกมีเพียงส่วนน้อยไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์


สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Cholo Fluorocabons) หรือซีเอฟซี (CFC)เป็นสารที่มนุษย์ใช้เกี่ยวข้องกับเครื่องทำความเย็นและโฟม สารเฮลโรน (Halons) ซึ่งมีธาตุจำพวกคลอรีน (Cl) โบรมีน (Br) สารไนตรัสออกไซด์สารเหล่านี้มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดมากขึ้นในบรรยากาศ มีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำลายชั้นโอโซนทำให้ชั้นโอโซนบางลงและเมื่อชั้นโอโซนบางลงทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตทะลุผ่านมายังผิวโลกได้มาก ผลคืออุณหภูมิโลกร้อนขึ้นจึงเกิดอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

การทับถมของตะกอนที่เกิดจากการกร่อน

การคัดขนาดตะกอนด้วยการพัดพาของน้ำ







การทับถมของตะกอนที่เกิดจากการกร่อนและพัดพาโดยกระแสน้ำจะถูกทับถมเป็นชั้นๆ มีลักษณะแตกต่างกันไปตามลักษณะพื้นที่ที่กระแสน้ำพัดผ่านไปเช่น

1.เนินตะกอนรูปพัด (Alluvian Fan) เกิดจากการตกตะกอนทับถมของวัตถุที่ถูกน้ำพัดพามาและลำน้ำมีการไหลผ่าน ลงมาจากหุบเขาชัน (Canton) สู่ที่ราบ (Plain) หรือหุบเขาขยายตัวออกไปเป็นบริเวณกว้าง ทำให้การเปลี่ยนระดับของลำน้ำลงอย่างรวดเร็วทำให้ความรุนแรงของกระแสน้ำลดลง เกิดการตกตะกอนทับถมของตะกอนแผ่กระจายเป็นรูปพัดขึ้นมาในบริเวณหุบเขา เนินตะกอนรูปพัดมีรูปร่างคล้ายกรวย (Cone Shape) มีขนาดกว้างใหญ่เป็นดินตะกอนที่ถูกแม่น้ำพัดพามามักพบบริเวณที่ราบเชิงเขาเป็นส่วนมาก


โลกและการเปลี่ยนแปลง

เปลือกโลกเปลี่ยนแปลงด้วยอิทธิพลของธรรมชาติและมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงบางลักษณะเป็นไปอย่างช้าๆใช้เวลานับพันปีจึงจะสังเกตเห็นสิ่งเปลี่ยนแปลง เช่น การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การเกิดแผ่นดินไหว
ดังนั้นสิ่งมีชีวิตต่างๆย่อมได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ เมื่อภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไป เช่น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง เกิดภูเขาไฟระเบิด ผิวโลกบางส่วนอาจแยกตัวออก เกิดการถล่มถลายและยุบตัวลง ทำให้อาคารบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างต่างๆได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆต้องเสีย ชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามผลการศึกษาทางธรณีวิทยาบอกให้เราทราบว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ถึงแม้ว่าบริเวณบางแห่งจะอยู่ห่างจากแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก แต่ก็มิได้หมายความว่าบริเวณนั้นจะปลอดภัยจากแผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิดตลอดไป ทั้งนี้เพราะ แนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกอาจเปลี่ยนแปลงไปอีก เช่น บริเวณแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกขึ้นใหม่ และผ่านเข้าใกล้บริเวณนั้นก็ได้ นอกจากนั้นมนุษย์ยังเป็นผู้ลายความสมดุลทางธรรมชาติ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นการทำให้เปลือกโลกเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่มนุษย์เอง และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นเราทุกคนจึงจำเป็นต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอยู่ตลอดไป เพื่อจะได้เตรียมพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต